เขียนโดย noy
อะไร คือ DRM
DRM คือ การจัดการสิทธิดิจิทัล (Digital Right Management) หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า DRMเป็นคำรวม ๆที่ใช้อ้างถึงกรรมวิธีทางเทคนิคหลาย ๆ แบบในการควบคุมหรือจำกัดการใช้สื่อดิจิทัล บนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีนี้ลงไป DRM บางครั้งก็เรียกว่า ระบบการจัดการลิขสิทธิ์อิเล็กทรอนิกส์ สื่อที่นิยมนำเอา DRM มาจำกัดการใช้งานได้แก่ สื่อดนตรี งานศิลปะ และ ภาพยนตร์ การใช้ DRM กับสื่อดิจิทัลก็พื่อป้องกันรายได้ที่อาจจะสูญเสียไปอันเนื่องมาจากการทำซ้ำ ผลงานลิขสิทธิ์อย่างผิดกฎหมาย ถึงแม้ว่าการการะทำดังกล่าวจะมีข้อโต้แย้งจากคนบางกลุ่มว่า การ โอนย้ายสิทธิมนการใช้สื่อจากผู้บริโภคไปให้กับผู้จำหน่ายนั้นจะทำให้สิทธิอันชอบธรรมบางประการของผู้ใช้สูญเสียไปก็ตาม เนื่องจากยังไม่พบว่ามีเทคโนโลยี DRM ใดในปัจจุบันที่จะมีกลไกรักษาสิทธิอันพึงมี หรือสิทธิการใช้งานอย่างยุติธรรมเลย
Digital Rights Management (DRM)
คือ ระบบการจัดการสิทธิ์ของผู้ใช้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล ผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดขอบเขตการเข้าถึงของ ผู้ใช้ ผู้ผลิตยังสามารถควบคุมวิธีใช้ แฟ้มที่ได้รับการป้องกันคือแฟ้มที่ใช้ DRM เหมือนกับเป็นการกำหนด สิทธิ์การเข้าใช้งานสื่อ (ทั้งซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์) กล่าวคือ สิทธิ์ในการใช้งานแฟ้มที่ได้รับการป้องกันด้วย วิธีการเฉพาะเจ้าของผลงาน เช่น ร้านค้าออนไลน์ การควบคุมเพลงดิจิตอล และแฟ้มวิดีโอที่ใช้ และการกระจาย ร้านค้าออนไลน์ขาย และเช่ามีป้องกัน DRM เพลงและวิดีโอที่มีสิทธิ์การใช้สื่อเพื่อให้สามารถใช้เฉพาะของเนื้อหา เพลงที่ได้รับการป้องกันหรือวิดีโอที่ได้รับการป้องกันคือ เพลงที่ได้รับการป้องกันหรือวิดีโอที่ได้รับการป้องกันเป็นแฟ้มที่ใช้ในการป้องกัน DRM เมื่อต้องการให้มีการป้องกันของเพลงหรือเล่นวิดีโอ คุณต้องมีสิทธิ์การใช้งานสื่อสำหรับตารางนั้น
DRM ประกอบด้วยส่วนประกอบทางเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งซึ่งรวมทั้งมาตรการคุ้มครองทางเทคโนโลยี โดยทั่วไป DRM จะประกอบด้วยส่วนเข้ารหัสลับ กลไกการเฝ้าระวังฐานข้อมูล และส่วน จัดใบอนุญาตให้กับเจ้าของและผู้ใช้ ระบบ DRM จะถูกออกแบบให้จัดการสิทธิที่มีความสัมพันธ์กับ ข้อมูลข่าวสารอย่างอัตโนมัติ หน้าที่การจัดการนี้สามารถรวบรวมการปกป้องงานลิขสิทธิ์รวมทั้ง ข่าวสารอื่น ๆ จากการใช้งานหรือการทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต การแต่งตั้งและการบังคับ
ถึงแม้ว่าการควบคุมการทำซ้ำและการใช้โปรแกรมประยุกต์เป็นสิ่งที่รุ้จักกันดีมาตั้งแต่ ปี 1980 แต่สำหรับคำว่า DRM จะนำไปใช้กับเนื้อหาเชิงศิลปะมากกว่า และมีความหมายเกินกว่าขอบเขต ของกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไปที่เน้นไปที่การครอบครองเนื้อหาทางกายภาพเท่านั้น แต่ DRM จะบังคับให้มีข้อจำกัดอื่นเพิ่มเติมจากดุลพินิจของผู้จำหน่ายเองอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับที่มีอยู่ในกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ได้
คำว่า การจัดการสิทธิดิจิทัล หรือ DRM นี้ ตั้งขึ้นโดยผู้ออกแบบโปรแกรมและผู้จำหน่ายสื่อ เพื่ออ้างถึงมาตรการทางเทคนิค แต่เนื่องจากคำว่า สิทธิ ในที่นี้จริง ๆ แล้วมันคืออำนาจหรือความสามารถที่เจ้าของเนื้อหาเป็นผู้จัดให้กับผู้ซื้อ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกับ สิทธิตามกฎหมาย ที่ผู้บริโภคควรได้รับก็ได้ ดังนั้นนักวิจารณ์ส่วนหนึ่งจึงบอกว่าการใช้วลี การจัดการสิทธิดิจิทัล นั้น ไม่ถูกต้อง ในความหมายลักษณะนี้ควรจะใช้คำว่า การจัดการข้อจำกัดดิจิทัล ซึ่งจะมีนัยตรงกับหน้าที่ของระบบ DRM มากกว่าตัวอย่างที่ DRM ทำเกินกว่าสิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์กำหนด
Windows Media DRM คืออะไร
Windows Media DRM หรือ การจัดการสิทธิดิจิทัลบนสื่อวินโดวส์ คือ แพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น
ในการป้องกันและจัดส่งเนื้อหาที่มีมูลค่า เพื่อนำไปเปิดบนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา หรือ บนเครือข่ายอย่างปลอดภัย แพลตฟอร์มนี้จึงมีประโยชน์สำหรับทุกคนที่ต้องการสร้าง นำส่งหรือ เปิดเล่นเนื้อหาสื่อดิจิทัล โดยมีการปกป้องที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหานั้นจะใช้งานได้ตามเงื่อนไข ที่ผู้เป็นเจ้าของกำหนดไว้ Windows Media DRM ประกอบด้วยส่วนสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
* Windows Media DRM 10 for Portable Devices :
ออกแบบมาเพื่อให้อุปกรณ์พกพาทั้งหลายที่ใช้ฟังเพลงได้หรือดูวิดีโอได้ สามารถขอและ เล่นเนื้อหาปิดผนึก (packaged content) แบบสื่อวินโดวส์ (Windows Media) ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
* Windows Media DRM 10 for Network Devices :
ออกแบบมาเพื่อให้อุปกรณ์ที่ใช้ฟังเพลงหรือวิดีโอทั่วไป เช่น เช็ตทอปเครื่องเล่นดีวีดี และเครื่องรับวิทยุดิจิทัล สามารถเปิดเล่นเนื้อหาปิดผนึก (packaged content) แบบสื่อวินโดวส์ (Windows Media) ที่อยู่บนคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งในเครือข่ายบ้าน(Home network) ได้
* Windows Media Ringhts Manager 10 Software Development Kit (SDK):
เพื่อให้เจ้าของเนื้อหาปิดผนึกเนื้อหาด้วย “ กุญแจ ” และส่งใบอนุญาตให้กับคอมพิวเตอร์ ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์เล่นสื่ออื่น ๆเปิดเล่นเนื้อหาปิดผนึกได้
* Windows Media Format 9.5 SDK,DRM Addendum :
เพื่อให้ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ให้สามารถเปิดเล่นเนื้อหา สื่อวินโดวส์ที่ถูกปิดผนึกอยู่ได้
* Windows Media Data Session Toolkit :
ใช้สำหรับส่งเนื้อหาดิจิทัลปิดผนึกไปยังคอมพิวเตอร์ผ่านทางสื่อกลางให้เป็นไปโดยสะดวกและปลอดภัย
* Windows Media Device Manager 10 SDK:
ให้ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์หรือผู้ผลิต สามารถพัฒนางานประยุกต์สำหรับส่งเนื้อหา จากคอมพิวเตอร์ไปยังอุปกรณ์พกพาที่เข้ากันได้
* Windows Media Portable Device DRM (PDDRM):
ให้ผู้ผลิตอุปกรณ์พกพาพัฒนาอุปกรณ์ถอดรหัสเนื้อหาปิดผนึกโดยใช้ Windows Media DRMได้
Windows Media DRM เปิดตัวครั้งแรกในปี 1999 และถูกนำไปใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยผู้ให้บริการเนื้อหาทั้งหลาย ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Windows Media DRM นี้บนเครื่องตั้งโต๊ะกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก โดยได้พัฒนามาจนถึงเวอร์ชั่น 10 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
ตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์ (Windows Media Right Manager)
ตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์ (Windows Media Right Manager) เป็นเทคโนโลยีสำหรับ การปิดผนึก (packaged) และออกใบอนุญาตแฟ้มสื่อวินโดวส์ DRM เราจะใช้ตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์นี้ในการเข้ารหัสแฟ้มสื่อดิจิทัล พร้อมทั้งการปิดล็อกมันด้วย “ กุญแจ ” (เป็นการล็อกโดยวิธี ทางซอฟต์แวร์ในลักษณะของ “ กุญแจเสมือน” ) และแนบข่าวสารเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการเนื้อหา (content provider) ผลลัพธ์ที่ได้จะเรียกว่าแฟ้มปิดผนึก (packaged file) ที่จะเปิดเล่นได้เฉพาะผู้ที่ได้รับสิทธิ์เท่านั้นเท่านั้น ตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์ยังทำงานในฐานะของผู้จัดการใบอนุญาต (license - clearing house) และการพิสูจน์ตัวจริง(authentication) ของการร้องขอใบอนุญาต (เป็นใบอนุญาต ทางซอฟต์แวร์ในลักษณะของ ใบอนุญาตเสมือน) ของผู้บริโภคอีกด้วย
สถาปัตยกรรมของ Windows Media Right Manager
เมื่อผู้ใช้ขอใช้สื่อบนเว็บไซต์ เขาจะต้องได้รับใบอนุญาตที่ประกอบด้วย “กุญแจ” เพื่อเปิดแฟ้ม ก่อนที่เนื้อหาจะถูกเปิดเล่นเจ้าของเนื้อหาสามารถให้ใบอนุญาตและกุญแจเหล่านี้ในเงื่อนไขที่ต้องการโดยอาศัยกลไกในตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของชุดพัฒนาโปรแกรม (SDK) ดังแสดงในรูปด้านข้างนี้
การทำงานของตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์ (Windows Media Right Manager)
ตัวจัดการสื่อสิทธิวินโดวส์ อนุญาตให้ผู้ให้บริการส่งเพลง วิดีโอ และสื่อดิจิทัลอื่นๆ ไปบนอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของแฟ้มที่มีการปกป้องและเข้ารหัสแล้ว ตัวจัดการสื่อสิทธิวินโดวส์จะช่วย ปกป้องสื่อดิจิทัลโดยการบรรจุแฟ้มดิจิทัลลงกล่องปิดผนึก พร้อมกับแนบข่าวสารเพิ่มเติมอื่น ๆ จากผู้ให้บริการ ดังนั้นสื่อปิดผนึกนี้จึงเปิดได้เฉพาะบุคคลที่มีใบอนุญาตเท่านั้น
กระบวนการของการจัดการสิทธิสื่อสิทธิวินโดวส์จะทำงานตามลำดับดังนี้
1. การบรรจุกล่อง (packaging)
ตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์จะจัดการบรรจุแฟ้มดิจิทัลลงกล่องปิดผนึก แฟ้มสื่อที่บรรจุลงกล่องแล้วจะถูกเข้ารหัสและล็อกด้วย “ กุญแจ ” กุญแจนี้จะถูกเก็บไว้ในใบอนุญาตที่เข้ารหัสไว้แล้ว และ จะถูกแยกส่งไปให้ผู้รับ ข่าวสารอื่น ๆจะถูกแนบเพิ่มเติมลงไปในแฟ้มสื่อ เช่นตำแหน่งบนอินเตอร์เน็ต (URL) สำหรับขอใบอนุญาตแฟ้มสื่อดิจิทัลที่ปิดผนึกนี้จะถูกเก็บไว้ในรูปแบบของ Windows Media -Audio (.wma) หรือรูปแบบของ Windows Media Video ( .wmv )
2. การแจกจ่าย (distribution)
แฟ้มปิดผนึกสามารถนำไปวางบนเว็บไซต์ เพื่อให้ดาวน์โหลด หรือวางไว้ในเครื่องให้บริการสื่อสายธาร หรือแจกจ่ายเป็นแผ่นซีดี หรือโดยการส่งทางอีเมล์ให้ผู้บริโภคก็ได้ ตัวจัดการสิทธิ สื่อวินโดวส์จะอนุญาตให้ผู้บริโภคส่งสำเนาของแฟ้มสือที่ได้รับป้องกันการก๊อบปี้นี้ให้กับผู้อื่นได้ เช่นเดียวกัน
3. การตั้งเครื่องบริการใบอนุญาต ( license server )
ผู้ให้บริการสื่อจะเลือกใช้บริษัทจัดการใบอนุญาตที่เก็บรักษาสิทธิเฉพาะหรือกฎเกณฑ์ของ ใบอนุญาต และนำบริการออกใบอนุญาตของตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์มาใช้ บทบาทของบริษัท จัดการใบอนุญาตคือการพิสูจน์ตัวจริงของคำร้องขอใบอนุญาตของผู้บริโภค แฟ้มสื่อดิจิทัลและ ใบอนุญาตจะถูกแจกจ่ายและเก็บไว้แบบแยกจากกันเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกับระบบโดยรวม
4. การขอใบอนุญาต (acquistion)
ในการใช้งานสื่อดิจิทัลปิดผนึก ผู้บริโภคจะต้องขอกุญแจสิทธ์ ( license key) เพื่อปลดล็อกแฟ้มเสียก่อน กระบวนการในการขอใบอนุญาตจะเริ่มต้นอย่างอัตโนมัติ เมื่อผู้บริโภคพยายามที่จะเข้า ควบคุมเนื้อหาที่ได้รับการปกป้องไว้ หรือใช้ใบอนุญาตเดิมที่หมดอายุ หรือเมื่อเป็นการเปิดใช้แฟ้มนั้นเป็นครั้งแรก ตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์จะส่งหน้าลงทะเบียนไปให้ผู้บริโภค เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือเพื่อให้ชำระเงินเสียก่อน หรือแอบไปดึงใบอนุญาตจากบริษัทผู้ออกใบอนุญาตอย่างเงียบ ๆ ก็ได้
5. การเปิดใช้สื่อ
ในการเปิดใช้แฟ้มสื่อดิจิทัล ผู้บริโภคต้องใช้เครื่องเล่นสื่อที่สนับสนุนตัวจัดการสิทธิ สื่อวินโดวส์ เท่านั้น ผู้บริโภคจะเปิดใช้แฟ้มสื่อดิจิทัลได้หรือไม่ขึ้นอยุ่กับกฎเกณฑ์หรือสิทธิที่ให้ไว้ในใบอนุญาต เช่นวันเวลาที่เริ่มต้น ระยะเวลาและจำนวนครั้งที่ใช้ ใบอนุญาตทั้งหลายสามารถมีสิทธิ ที่แตกต่างกัน เช่นสิทธิโดยปริยาย อาจจะอนุญาตให้ผู้บริโภคเปิดใช้แฟ้มสื่อดิจิทัลบนเครื่อง -คอมพิวเตอร์ที่ระบุไว้รวมทั้งการก๊อบปี้แฟ้มไปยังอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ อย่างไรก็ตามใบอนุญาตเหล่านั้นจะส่งต่อให้กับคนอื่นไม่ได้ หากผู้บริโภคส่งแฟ้มดิจิทัลปิดผนึกให้กับเพื่อนฝูง เพื่อนของเขาจะต้องขอใบอนุญาตในการเปิดใช้แฟ้มนั้นใหม่ วิธีการขอให้ใบอนุญาตแบบเครื่องต่อเครื่องก็เพื่อให้แน่ใจว่า แฟ้มสื่อดิจิทัลปิดผนึกนี้จะสามารถเปิดได้กับคอมพิวเตอร์ที่ได้รับกุญแจสิทธิ์สำหรับแฟ้มนั้นเท่านั้น
การทำงานของกุญแจ เจ้าของเนื้อหาจะล็อกเนื้อหาของตนด้วยกุญแจ เพื่อสร้างเป็นแฟ้มปิดผนึกก่อนที่ผู้บริโภคจะเปิดใช้แฟ้มนั้น บริษัทหรือผู้จัดการใบอนุญาตจะออกใบอนุญาตที่มีกุญแจสำหรับปลดล็อกแฟ้มนั้นพร้อมกับส่งใบอนุญาตให้กับพีซีของผู้บริโภคไดอะแกรมด้านข้างแสดงให้เห็นว่ากุญแจถูกสร้างและใช้ในตัวจัดการสื่อวินโดวส์ได้อย่างไร
6. พันธุ์กุญแจสิทธิ์ ( license key seed )
เป็นค่าที่รู้กันระหว่างเจ้าของเนื้อหาและบริษัทจัดการในอนุญาตเท่านั้น
7. ข้อมูลประจำกุญแจ ( key ID)
สร้างขึ้นโดยเจ้าของเนื้อหาสำหรับแฟ้มสื่อวินโดวส์แต่ละแฟ้ม ค่านี้จะแนบไปพร้อมกับ แฟ้มปิดผนึก
เมื่อผู้ออกใบอนุญาตต้องการให้ใบอนุญาตกับแฟ้มปิดผนึกใด ๆ กุญแจจะถูกสร้างขึ้นโดยการดึงข้อมูลประจำตัวกุญแจจากแฟ้มปิดผนึก ตัวบริการใบอนุญาตของสื่อวินโดว์จะใช้พันธุ์กุญแจสิทธ์ ที่บริษัทจัดการใบอนุญาตจัดให้พร้อมกับข้อมูลประจำตัวกุญแจจากแฟ้มปิดผนึกเพื่อสร้างตัวกุญแจ กุญแจที่ได้จะถูกแนบไปในใบอนุญาตนั้นเพื่อส่งไปยังคอมพิวเตอร์ของผู้บริโภค การใช้กุญแจที่แนบไปในใบอนุญาตทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้บริโภคสามารถเปิดเล่นแฟ้มที่ถูกปกป้องนี้ได้
ใบอนุญาตทำงานอย่างไร
ใบอนุญาตแต่ละใบจะประกอบด้วยกุญแจสำหรับปลดล๊อกแฟ้มสื่อวินโดวส์ ใบอนุญาต ยังประกอบด้วยสิทธิ หรือกฎเกณฑ์ ที่ควบคุมการใช้งานของแฟ้มสื่อดิจิทัลนั้น เจ้าของเนื้อหาจะเป็น ผู้กำหนดสิทธิเหล่านี้ว่าจะให้ใช้อะไรได้บ้าง ตั้งแต่การควบคุมการเปิดเล่นบางส่วน จนถึงการมีข้อจำกัดมาก ๆ ใบอนุญาตในตัวจัดการสิทธิสื่อวินโดวส์สามารถสนับสนุนกฎเกณฑ์ในธุรกิจที่มีขอบเขตที่ แตกต่างกัน อย่างกว้างขวาง เช่น
- * จำนวนครั้งที่จะเล่น
- * อุปกรณ์ที่จะใช้เล่น หรือโอนย้ายสื่อลงไป เช่น สามารถระบุว่าผู้บริโภคสามารถโอนแฟ้ม ลงบนสื่อพกพาที่ได้รับการยินยอมจาก SDMI ( Secure Digital Music Initaitive ) หรือไม่
- * วันที่ผู้ใช้สามารถเริ้มใช้สื่อได้ และวันหมดอายุการใช้งาน
- * แฟ้มสามารถบันทึกลงในแผ่นซีดีได้หรือไม่
- * ระดับความปลอดภัยที่จะใช้บนเครื่องลูกในการเปิดแฟ้มสื่อวินโดวส์นี้
- * ผู้ใช้สามารถสำรองและเก็บใบอนุญาตได้หรือไม่
ลองใช้ Windows Media Encoder ปกป้องเนื้อหาคุณ
โปรแกรม Windows Media Encoder 9 เป็นโปรแกรมที่ให้เจ้าของเนื้อหาสามารถปกป้อง เนื้อหาสื่อดิจิทัลของตนเองในระหว่างการสร้างเนื้อหาได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อคุณใช้ Windows- Media Encoder เข้ารหัสเนื้อหาสื่ออยู่นั้น คุณสามารถทำการปกป้องสื่อนั้นไปในเวลาเดียวกันได้ ทำให้ขั้นตอนการทำงานลดลงได้ ที่สำคัญ เนื้อหานั้นจะต้องไม่ถูกปล่อยให้มีช่วงที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นเลยเนื้อหาที่เข้ารหัสด้วยตัวจัดการสิทธิสื่อดิจิทัล จะเรียกว่าเนื้อหาปิดผนึก ในการเปิดเล่มเนื้อหานี้ผู้ใช้ จะต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้องตรงกัน ใบอนุญาตที่นี้จะปลดล็อกเนื้อหาและกำหนดวิธีการใช้งาน ตัวอย่างเช่น ใบอนุญาตที่ใช้ส่งเสริมเนื้อหานั้นอาจจะอนุญาตให้ผู้ใช้เปิดเล่นเนื้อหานั้นได้เพียง 5 นาทีหรือใบอนุญาตสำหรับการเช่าอาจหมดอายุลงภายใน 3 วันเป็นต้น
ใบอนุญาตนี้จะออกให้โดยผู้ให้บริการใบอนุญาตภายนอก ก่อนที่คุณจะทำการปกป้องเนื้อหาของคุณ คุณต้องไปเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการออกใบอนุญาและสร้างแบบจำลองธุรกิจ รวมทั้งระยะเวลาของใบอนุญาตสำหรับเนื้อหานั้นเสียก่อน
กระบวนการของ DRM
กระบวนการของ DRM ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนใหญ่ ดังนี้
1. การปกป้องและแจกจ่ายเนื้อหา
โปรแกรม Windows Media Encoder 9 ได้รวมเทคโนโลยี DRM ไว้ในตัวเพื่อปกป้องเนื้อหาในระหว่างกระบวนการเข้ารหัสข้อมูล ในการใช้วินโดวส์มีเดีย เพื่อปกป้องเนื้อหานั้น ประการแรก ที่คุณจะต้องไปเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการออกใบอนุญาตเสียก่อน จากนั้นให้ผู้บริการออกใบอนุญาตและจัดโครงร่างหรือโพรไฟล์ที่บรรจุข้อมูลที่จำเป็นในการสร้างกุญแจเข้ารหัสลับให้ ผู้ให้บริการออก ใบอนุญาตก็จะมีข้อมูลเดียวกันกับคุณในการสร้างกุญแจ รหัสลับที่จะแนบรวมเข้าไปในใบอนุญาตนั้น เมื่อเปิดบัญชีแล้ว คุณก็สามารถใช้โครงร่าง DRM นี้ ในการปกป้องเนื้อหาของคุณได้ ในระหว่างกระบวนการเข้ารหัส โครงร่าง DRM จะถูกใส่ข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มลงไปในส่วนหัวของเนื้อหา และ เมื่อเนื้อหานั้นเข้ารหัสลับเสร็จแล้ว คุณก็สามารถแจกจ่ายสื่อปิดผนึกนี้ออกไปได้ตามปกติ เช่น คุณสามารถออกอากาศสายธารปิดผนึกนี้ หรือทิ้งแฟ้มสื่อนี้ไว้บนเว็บไวต์ หรือแจกจ่ายออกไปในรูปของแผ่นซีดี หรือดีวีดี เป็นต้น
2. การเปิดเล่นสื่อปิดผนึก
ในการเปิดเล่นสื่อปิดผนึก ผู้ใช้ต้องใช้เครื่องเปิดที่สนับสนุนเทคโนโลยี DRM ของไมโครซอฟต์ เมื่อผู้ใช้พยายามจะเปิดสื่อหรือสายธารปิดผนึกนี้เครื่องเล่นจะค้นหาใบอนุญาตที่ใช้ได้ ในคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นของผู้ใช้ หากเครื่องเล่นหาใบอนุญาตไม่พบ มันก็จะนำส่วนหัวของ เนื้อหาที่ระบุที่อยู่ของเว็บไซต์ เพื่อทำการขอใบอนุญาตต่อไป
กระบวนการขอใบอนุญาตนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ผู้ใช้ต้องจ่ายเงินหรือ ลงทะเบียนก่อนหรือไม่ คุณอาจต้องการแจกจ่ายเนื้อหาที่เป็นการส่งเสริมการขาย โดยให้ผู้บริการ ออกใบอนุญาตแบบใช้งานฟรีได้ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์และเนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนอะไรกับใบอนุญาตชนิดนี้ ดังนั้นใบอนุญาตจึงออกให้เป็นแบบเงียบได้โดยไม่รบกวนผู้ใช้ หรือไม่คุณอาจต้องการข้อมูลบางอย่างจากการลงทะเบียน เช่น ที่อยู่อีเมล์เพื่อแลกเปลี่ยนกับใบอนุญาต ในกรณีนี้ผู้ใช้จะต้องกรอกแบบฟอร์มที่จำเป็นก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการเปิดเล่นสื่อนั้น เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้ใช้ก็สามารถเปิดเล่นเนื้อหาได้ตามเงื่อนไขที่ ปรากฏในใบอนุญาตเท่านั้น หากผู้ใช้พยามยามจะเปิดเล่นเนื้อหาที่ใบอนุญาตใช้ไม่ได้0หรือหมดอายุแล้ว กระบวนการขอใบอนุญาตก็จะเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง
เมื่อคุณจะจดทะเบียนกับผู้ให้บริการออกใบอนุญาตแล้ว คุณและผู้ให้บริการออกใบอนุญาต จะเป็นผู้กำหนดกระบวนการขอใบอนุญาตและสิทธิที่จะให้ในใบอนุญาตนั้นร่วมกัน
3. การออกใบอนุญาตสำหรับเนื้อหาปิดผนึก
เมื่อผู้ใช้พยามยามเปิดเล่นเนื้อหาปิดผนึกที่ใบอนุญาตหมดอายุแล้วเครื่องเล่นจะส่งคำร้องขอ ใบอนุญาตไปยังผู้ให้บริการออกใบอนุญาตคำร้องขอใบอนุญาตนี้จะประกอบด้วยส่วนหัวของเนื้อหาปิดผนึกและข้อมูลระบบของเครื่องเล่นของผู้ใช้ด้วย ข้อมูลส่วนหัวนี้ได้แก่ ที่อยู่เว็บไซต์ที่จะขอใบอนุญาตและข้อมูลของเนื้อหาที่จะขอเปิดเล่น ข้อมูลระบบจะแสดงถึงระบบปฏิบัติการและเครื่องเล่นสื่อของผู้ใช้ เนื่องจากระบบปฏิบัติการและเครื่องเล่นแต่ละแบบอาจจะมีระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม อื่น ๆอีก ผู้ให้บริการออกใบอนุญาตอาจต้องออกใบอนุญาตที่มีข้อจำกัดน้อยที่สุด โดยใช้พื้นฐานจาก ข้อมูลระบบที่ส่งไปให้นี้ ในการร้องขอใบอนุญาต ผู้ให้บริการออกใบอนุญาตสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของเนื้อหานั้น เมื่อทราบว่าใครเป็นเจ้าของแล้วผู้ให้บริการออกใบอนุญาตจึงกำหนดสิทธิ ที่จะใส่ลงไปในใบอนุญาตและชนิดของกุญแจที่จะสร้างขึ้น หลังจากผู้ใช้ได้จัดการตามที่ใบอนุญาตต้องการแล้ว ผู้ให้บริการออกใบอนุญาตก็จะออกใบอนุญาตให้
การขึ้นบัญชีกับผู้ให้บริการออกใบอนุญาต
ก่อนที่คุณจะทำการปกป้องเนื้อหาสื่อดิจิทัล คุณจะต้องไปขึ้นบัญชีกับผู้ให้บริการออกใบอนุญาตเสียก่อน คุณสามารถหารายชื่อผู้ให้บริการออกใบอนุญาตที่บริการกับผู้ใช้ตัวโปรแกรมรหัสWindows Media Encoder ได้จาก
www.microsoft.com/windows/windowsmedia/drm/9series/providers.aspx#live คุณสามารถติดต่อผู้ให้บริการเหล่านี้ได้โดยตรง เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ DRM ที่เขา ให้บริการอยู่
เมื่อเลือกผู้ให้บริการได้แล้ว คุณจะต้องไปขึ้นบัญชีและสร้างโครงร่างหรือพรไฟล์ DRM ขึ้นมา ขั้นตอนที่แน่นอนจะขึ้นให้กับผู้บริการ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปคุณจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น สถานที่ติดต่อและวิธีการชำระเงิน รวมทั้งทางเลือกต่างๆ สำหรับใบอนุญาตของคุณ เช่น สิทธิและเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตตัวโครงร่าง DRM อาจสร้างขึ้นเองโดยตรงจากคอมพิวเตอร์ ที่เข้ารหัสข้อมูล หรืออาจสร้างจากเครื่องให้บริการใบอนุญาตของผู้ให้บริการออกใบอนุญาตแล้วส่ง มาให้คุณเพื่อที่คุณจะดึงเข้าไปยังคอมพิวเตอร์สำหรับเข้ารหัสข้อมูลอีกครั้งหนึ่งก็ได้ สำหรับรายละเอียดการนำเข้าและส่งออกโครงร่าง DRM สามารถอ่านได้จากส่วนช่วยเหลือของโปรแกรม Windows - Media Encoderได้
การปกป้องเนื้อหาโดยใช้โปรแกรม Windows Media Encoder
หลังจากที่คุณขึ้นบัญชีไว้กับผู้ให้บริการออกใบอนุญาตและได้รับโครงร่าง DRM แล้ว คุณสามารถเริ่มขั้นตอนการปกป้องเนื้อหาของคุณได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าคุณจะแจกจ่ายเนื้อหาในรูปแบบใดมา ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มข้อมูล สื่อสายธารหรือทั้งสองอย่าง ขณะที่คุณปรับแต่งการเข้ารหัสในช่วงนั้น ให้คุณเลือก DRM Profile บนแท็บ Security ของแผง Secsion Properties หลังจากนั้นให้กดApply แล้วเริ่มขั้นตอนการเข้ารหัสได้
ในระหว่างกระบวนการปกป้องเนื้อหาอยู่นี้ โปรแกรม Windows Media Encoder จะสร้างกุญแจเพื่อเข้ารหัสลับให้กับเนื้อหา ,เข้ารหัสลับให้กับเนื้อหา,และเพิ่มข่าวสารเฉพาะของ DRM ลงไปในส่วนหัวของเนื้อหานั้น ถึงตอนนี้ บัตรหรือข้อมูลประจำกุญแจ ก็จะถูกสร้างขึ้นด้วยและแสดงให้เห็น บนแท็บ Security ข้อมูลประจำตัวกุญแจจะไปใช้เป็นขั้นตอนวิธีในการเข้ารหัสลับร่วมกับค่าหรือชุด ตัวเลขที่เป็นความลับอื่น ๆ เพื่อสร้างกุญแจรหัสลับขึ้นมา ตัวข้อมูลประจำตัวกุญแจเองนั้นไม่ได้เป็นความลับ มันจะถูกบันทึกไว้ที่ส่วนหัวของเนื้อหา ผู้ให้บริการออกใบอนุญาตจะดึงเอาค่าของข้อมูลประจำตัวกุญแจนี้ไปสร้างเป็นกุญแจที่จะใส่รวมไปในใบอนุญาตอีกทีหนึ่ง หากไม่ได้รับคำแนะนำ เป็นอย่างอื่นจากผู้ให้บริการออกใบอนุญาต ไมโครซอฟต์แนะนำให้ใช้ Windows Media Encoder สร้างข้อมูลประจำตัวกุญแจซึ่งจะเป็นค่าที่ไม่ซ้ำกันเลยขึ้นมาเองในแต่ละครั้งที่คุณทำการเข้ารหัสข้อมูล ถึงแม้ว่าคุณจะรุบุข้อมูลประจำตัวกุญแจได้ด้วยตนเองก็ตาม
เมื่อเลือกผู้ให้บริการได้แล้ว คุณจะต้องไปขึ้นบัญชีและสร้างโครงร่างหรือพรไฟล์ DRM ขึ้นมา ขั้นตอนที่แน่นอนจะขึ้นให้กับผู้บริการ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปคุณจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น สถานที่ติดต่อและวิธีการชำระเงิน รวมทั้งทางเลือกต่างๆ สำหรับใบอนุญาตของคุณ เช่น สิทธิและเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตตัวโครงร่าง DRM อาจสร้างขึ้นเองโดยตรงจากคอมพิวเตอร์ ที่เข้ารหัสข้อมูล หรืออาจสร้างจากเครื่องให้บริการใบอนุญาตของผู้ให้บริการออกใบอนุญาตแล้วส่ง มาให้คุณเพื่อที่คุณจะดึงเข้าไปยังคอมพิวเตอร์สำหรับเข้ารหัสข้อมูลอีกครั้งหนึ่งก็ได้ สำหรับรายละเอียดการนำเข้าและส่งออกโครงร่าง DRM สามารถอ่านได้จากส่วนช่วยเหลือของโปรแกรม Windows - Media Encoderได้
การปกป้องเนื้อหาโดยใช้โปรแกรม Windows Media Encoder
หลังจากที่คุณขึ้นบัญชีไว้กับผู้ให้บริการออกใบอนุญาตและได้รับโครงร่าง DRM แล้ว คุณสามารถเริ่มขั้นตอนการปกป้องเนื้อหาของคุณได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าคุณจะแจกจ่ายเนื้อหาในรูปแบบใดมา ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มข้อมูล สื่อสายธารหรือทั้งสองอย่าง ขณะที่คุณปรับแต่งการเข้ารหัสในช่วงนั้น ให้คุณเลือก DRM Profile บนแท็บ Security ของแผง Secsion Properties หลังจากนั้นให้กดApply แล้วเริ่มขั้นตอนการเข้ารหัสได้
ในระหว่างกระบวนการปกป้องเนื้อหาอยู่นี้ โปรแกรม Windows Media Encoder จะสร้างกุญแจเพื่อเข้ารหัสลับให้กับเนื้อหา ,เข้ารหัสลับให้กับเนื้อหา,และเพิ่มข่าวสารเฉพาะของ DRM ลงไปในส่วนหัวของเนื้อหานั้น ถึงตอนนี้ บัตรหรือข้อมูลประจำกุญแจ ก็จะถูกสร้างขึ้นด้วยและแสดงให้เห็น บนแท็บ Security ข้อมูลประจำตัวกุญแจจะไปใช้เป็นขั้นตอนวิธีในการเข้ารหัสลับร่วมกับค่าหรือชุด ตัวเลขที่เป็นความลับอื่น ๆ เพื่อสร้างกุญแจรหัสลับขึ้นมา ตัวข้อมูลประจำตัวกุญแจเองนั้นไม่ได้เป็นความลับ มันจะถูกบันทึกไว้ที่ส่วนหัวของเนื้อหา ผู้ให้บริการออกใบอนุญาตจะดึงเอาค่าของข้อมูลประจำตัวกุญแจนี้ไปสร้างเป็นกุญแจที่จะใส่รวมไปในใบอนุญาตอีกทีหนึ่ง หากไม่ได้รับคำแนะนำ เป็นอย่างอื่นจากผู้ให้บริการออกใบอนุญาต ไมโครซอฟต์แนะนำให้ใช้ Windows Media Encoder สร้างข้อมูลประจำตัวกุญแจซึ่งจะเป็นค่าที่ไม่ซ้ำกันเลยขึ้นมาเองในแต่ละครั้งที่คุณทำการเข้ารหัสข้อมูล ถึงแม้ว่าคุณจะรุบุข้อมูลประจำตัวกุญแจได้ด้วยตนเองก็ตาม
การปกป้องผลงานด้วย DRM
ระบบ DV ได้ก่อให้เกิดความคล่องตัวให้กับการผลิตรายการโทรทัศน์อย่างมาก ด้วยขนาด ที่เล็กกะทัดรัด ประหยัด และยังคงไว้ซึ่งคุณภาพสูงสุดในทุกขั้นตอนของการผลิต โอกาสจึงเกิดขึ้นกับนักสร้างสรรค์รายการอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผู้ผลิตหน้าเกิดขึ้นมากมาย บางรายแยกตัวออกมาจาก สังกัดเดิม รายการดี ๆ หลายรายการเป็นผลงานของผู้ผลิตหน้าใหม่ มือสมัครเล่น หรือแม้จากนักเรียนนักศึกษา อาจกล่าวได้ว่า วันนี้เริ่มมีรายการวิดีโอ โทรทัศน์ รวมทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่พร้อม จะนำไปเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ได้สะสมไว้จำนวนมาก ขาดแต่เพียงระบบการจัดการที่ดี การมี ศูนย์รวมข้อมูล ศูนย์ให้บริการ และที่สำคัญ เรายังไม่มีวิธีการปกป้องลิขสิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ รายการดี ๆ หลายรายการจึงเสียโอกาสที่จะสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคและเจ้าของผลงานอย่าง น่าเสียดาย
การละเมิดลิขสิทธิ์คือปัญหาใหญ่
แต่เดิมที่การเผยแพร่เนื้อหาจะอยู่ในรูปของม้วนเทป แผ่นเสียง และเลเซอร์ดิสก์ ซึ่งล้วนเป็นระบบแนะล็อกทั้งสิ้น การละเมิดลิขสิทธิ์จึงยังมีไม่มากเช่นปัจจุบัน การทำสำเนาหรือก๊อบปี้แบบ แอนะล็อกเพื่อแจกจ่ายนั้นยุ่งยาก เสียเวลา ทำครั้งละมาก ๆ ได้ยาก ที่สำคัญคุณภาพจะลดลงทุกครั้ง ที่มีการก๊อบปี้ต่อ ๆ กันไป เนื้อหาที่ก๊อบปี้มาจึงเทียบกับต้นฉบับไม่ได้ แต่พอเข้าสู่ยุคดิจิทัลการก๊อบปี้จะเป็นแบบบิตต่อบิต คุณภาพของการก๊อบปี้จึงเท่ากับต้นฉบับทุกประการ การผลิตครั้งละมาก ๆ ทำได้อย่างสะดวก ผู้ใช้เนื้อหาไม่สามารถแยกออกได้ว่าอันไหนเป็นต้นฉบับ อันไหนเป็นของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ยิ่งระบบอินเทอร์เน็ตมีการพัฒนาให้เร็วขึ้น ได้รับความนิยมมากขึ้น โอกาสที่เนื้อหาจะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว การค้นหาวิธีการปกป้องลิขสิทธิ์แบบต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น ตั้งแต่ การป้องกันการก๊อบปี้ตรง ๆ จากสื่อบันทึก การเข้ารหัสให้กับเนื้อหา จนถึงการกำหนดให้มีรหัสผ่าน เป็นต้น อย่างไรก็ตามยิ่งมีการป้องกันเนื้อหามากเท่าใดก็ยิ่งจะสร้างความยุ่งยากต่อผู้ใช้มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นมันยังอาจเป็นการลิดรอนสิทธิอันพึงมีของผู้ใช้ไปบางส่วน การรณรงค์เพื่อให้ผู้ใช้รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดความยุ่งยากในการหาวิธีปกป้องลิขสิทธิ์ในอีก ทางหนึ่ง สำหรับเนื้อหาที่ไม่สำคัญมากนัก หลายบริษัทก็ได้ตกลงใจที่จะยกเลิกการป้องกันลิขสิทธิ์ บนเนื้อหาของตนไปเลยก็มี
ยุคใหม่ของการเผยแพร่เนื้อหา
เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมอย่างสูงสุดเช่นทุกวันนี้ การเผยแพร่เนื้อหาแบบดิจิทัล เช่น เพลง ภาพยนตร์ และสื่อสาระต่าง ๆ จึงหันมาใช้ ช่องทางอินเทอร์เน็ตไปด้วย ในยุคที่มีการแข่งขันสูงและเวลาเป็นเงินเป็นทอง ผู้บริโภคไม่เพียงต้องการทางเลือกสินค้าที่มากกว่าเท่านั้น แต่ยังต้องการสั่งแบบพิเศษหรือจัดส่วนผสมของสินค้าเองได้อีกด้วย ดังนั้นชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ของผู้ขายจึงไม่จำเป็นเท่ากับความถูกต้องและรวดเร็วที่โลกธุรกิจ สมัยใหม่ต้องการ
เมื่อผู้บริโภคเริ่มเข้าใจและคุ้นเคยกับวิธีการจำหน่ายแบบใหม่การซื้อเพลงแบบออนไลน์ ก็ได้เริ่มขึ้น การเช่าภาพยนตร์แบบดาวน์โหลดก็กำลังตามมาเช่นกัน การวิเคราะห์ทางอุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นว่า ภายใน 10 ปี จากนี้ ภาพยนตร์และเพลงจะจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ด้วยเหตุผล ต่อไปนี้
- * ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการเก็บสินค้าคงคลัง
- * ไม่ต้องมีหีบห่อบรรจุภัณฑ์
- * ไม่ต้องใช้บริการรับ-ส่งสินค้า
- * ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- * จำกัดจำนวนพนักงาน
- * ไม่ต้องมีหน้าร้านจริง
- * ไม่ต้องมีพ่อค้าคนกลาง หรือช่องทางทางการจำหน่ายที่ยุ่งยาก
- * มีลูกค้ากว่า 3 ร้อยล้านคนทั่วโลก
DRM นวัตกรรมเพื่อการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงในแบบ Windows Media Audio (WMA)
รูปแบบไฟล์แบบ Windows Media Audio (WMA) เป็นรูปแบบการบีบอัดไฟล์คุณภาพสูงที่มีการบีบอัดในรูปแบบดิจิตอลที่รองรับการเล่นไฟล์แบบสตรีมมิ่งและสามารถดาวโหลดได้จาก แอพพลิเคชั่นบนพีซีเครื่อง set-top boxes และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา โดยมีตัวถอดรหัส Windows Media Audio and Video codec และได้รวมเอาเทคโนโลยีการป้องการการละเมิดลิขสิทธิ์ Digital Rights Management (DRM) เอาไว้ด้วย นับว่าเป็นรูปแบบการบีบอัดไฟล์ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดี สนับสนุนเครื่องเล่น หลายชนิด รองรับการเล่นเครื่องเล่นในหลายๆแพลตฟอร์ม โดยรูปแบบของ Windows Media Audio นี้ได้รับการพัฒนามาจาก ความพยายามของไมโครซอฟต์ในการจัดการ ทุกอย่างเกี่ยวกับเพลง ให้คุณสร้างเพลง ส่งเพลง และเล่นเพลงในแบบสตรีมมิ่งโดย ค่าลิขสิทธิ์ ของเพลงผ่านโปรแกรมในกลุ่มของ Windows Media Player สำหรับเทคโนโลยีด้านการบีบอัดแบบ WMA นี้ ทางไมโครซอฟต์ พยายามปั้นให้เพลงทุกอย่างได้รับการเผยแพร่อย่างถูกลิขสิทธิ์ โดยไม่ได้ผ่านการแปลงหรือคัดลอกจนทำให้คุณภาพของเสียงด้อยลงไป ซึ่งทางไมโครซอฟต์เองได้ร่วมมือกับอุตสาหกรรมค่ายเพลงต่างๆ ในการกำหนดคุณภาพ ลิขสิทธิ์ของเพลง การส่งเสริมการขาย ภายใต้ ลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ทั้งยังคงคุณภาพของเสียงเทียบเท่าซีดีและรองรับการเล่นเพลงกับเครื่องเล่น หลากชนิด นอกจากนี้ยังมีขนาดไฟล์ที่ เล็กกว่ารูปแบบ MP3 ครี่งหนึ่งนั้นหมายถึงว่า คุณสามารถบันทึกเพลงไว้ในเครื่องเล่นได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่าเลยทีเดียว
ประโยชน์ของ DRM
- 1.ช่วยปกป้องข้อมูลไม่ให้ถูกคัดลอกได้อย่างอิสระ ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และจะถอดรหัสได้ก็ต่อเมื่อผู้ชมได้รับสิทธิ์แล้วเท่านั้น
- 2.ช่วยสร้างกระแสรายได้จากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถเก็บเงินจากค่าดูข้อมูลที่มีอยู่ได้
- 3.ลดค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย ไม่จำเป็นต้องลงทุนผลิตซีดีหรือดีวีดี รวมทั้งค่าหีบห่อ Digital signature เป็นการลงนามอิเลคทรอนิคส์ ใช้ระบุตัวตนในระบบ สามารถใช้ในการรับรองเอกลักษณ์ของผู้ส่ง ข่าว สารหรือผู้ลงนามเอกสาร สร้างความมั่นใจว่าเนื้อหาดั้งเดิมของข่าวสารหรือเอกสาร ที่ได้รับการส่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่สามารถลกเลียนแบบได้และยังสามารถลงเวลาได้
การนำข้อความ หรือรูปภาพมาใส่ไว้บนฉากหลังของเอกสาร โดยจะแสดงในลักษณะจางๆ หรือ หลายๆ คนเรียกว่า "ลายน้ำ" ทั้งนี้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของหรือลิขสิทธิ์ในเอกสารนั้นๆ หรืออาจนำไปใช้แสดงความสำคัญของเอกสารก็ได้เช่นเดียวกัน
การตั้งเวลามาตรฐาน
แบบดิจิทัล(Digital):
ตั้ง PC time กับ Time server แล้วนาเวลาที่ได้ไปใช้กับ digital camera, digital clock, digital devices NTP Protocol: ที่ใช้ส าหรับปรับเทียบเวลา ( Time Synchronization) ของ Computer โดยอาศัย เครือข่าย Internet เป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูลเวลามาตรฐานไปยังเครื่องลูกข่าย โดยมีเครื่องแม่ข่าย (NTP Server) เป็นตัวให้บริการส่งเวลามาตรฐานไปยังเครื่องปลายทางเพื่อปรับเทียบเวลาให้ตรงกลับเวลามาตรฐาน ( Time Standard) ซึ่งเป็นค่าเวลาที่ทาง Time & Frequency Lab. ได้ท าการเก็บรักษาไว้โดยวิธีการเปรียบเทียบกับเวลามาตรฐานของประเทศอื่นๆซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีความถูกต้องอยู่ที่ ประมาณ 1 millisecond ในระบบ LAN และประมาณ 10 millisecond ในระบบ WANนับว่าเป็นความคลาดเคลื่อนที่อยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งยังง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ใช้ทั่วไป แค่เพียงมี PC ที่สามารถเชื่อมต่อ เข้าระบบ Internet ได้ผู้ใช้ก็สามารถที่จะ Synchronize เวลามาตรฐานผ่านระบบ NTPได้ทัน
แบบอนาล็อก(Analog):
ตั้งเวลากับประกาศกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ (ผ่านวิทยุ) เช่น เวลาแปด นาฬิกา หรือ สิบแปดนาฬิกา ทางสถานีก็จะทาการประกาศเวลาเพื่อให้ผู้ฟังรู้พร้อมกับเปิดเพลงเคารพธงชาติด้วย
เวลามาตรฐาน
"เวลา" มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้าน การทหาร,การเงิน, การแพทย์, การจราจร, การขนส่ง, การสื่อสาร, การติดต่อธุรกิจ, และอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ ดังนั้น ภารกิจของห้องปฏิบัติการด้านเวลา สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ คือ การจัดหา, รักษา และถ่ายทอด มาตรฐานทางด้านเวลา ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ใช้บริการต่างๆ พร้อมทั้งได้มีการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวัดเวลาและความถี่ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตาม พ.ร.บ.พัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. 2540
- 1. TAI (International Atomic Time) เป็นเวลาที่ใช้อ้างอิงระหว่างประเทศซึ่งถูกคำนวณที่ สำนักงานชั่ง ตวง วัด ระหว่างประเทศ (BIPM) โดยใช้ข้อมูลจาก นาฬิกา ซีเซียม (Cesium clock)มากกว่า 250 เครื่องซึ่งตั้งอยู่ตามสถาบันมาตรวิทยาของประเทศต่างๆกว่า 50 ประเทศ รวมทั้งสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ประเทศไทย
- 2. UTC (Coordinated universal Time) คือเวลา TAI ที่ถูกเพิ่ม-ลด วินาที (Leap second) เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาที่ได้จากการโคจรของโลก
- 3. UTC (NIMT) คือเวลามาตรฐานประเทศไทยได้จากนาฬิกา Cesium ถูกคำนวณโดย BIPMโดยเทียบกับเวลามาตรฐานอ้างอิง UTC ซึ่งมีความไม่แน่นอนอยู่ที่ 20 นาโนวินาที จาก BIPM Circular T.
- 4. UT-1 (Universal Time) คือเวลาที่เกิดจากการโคจรของโลกซึ่งพัฒนามาจาก UT-0 และถูกแก้ค่า (correct) จากการเปลี่ยนแปลงทาง Longitude ของสถานีสังเกตการณ์ เนื่องจากการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของขั้วโลก โดยนิยามข้างต้นจะสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นดังรูปที่ 1 ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเวลามาตรฐานของประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยมีการสอบกลับได้ (Traceability) และส่งผลให้ระบบเวลาของประเทศต่างมีความถูกต้องสอดคล้องกันทั่วโลก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น