Weblog หรือ Blog ภาษาไทยเขียนง่ายๆ ว่า ‘บล็อก’ เป็นไดอารี่ออนไลน์ที่อยู่คู่โลกมานานหลายสิบปี ที่ผ่านมา บล็อกไทย มักแฝงอยู่เป็น Sub-page ของเว็บไซต์ใหญ่ๆ อีกทีหนึ่ง อาทิ Blog Gang ของเว็บ Pantip.com หรือ OK Nation Blog ของเว็บข่าว oknation.net และเรามักติดภาพของการเป็นพื้นที่เขียนเรื่องราวจิปาถะ หรือเรื่องเล่าบ่นๆ ให้คนอ่าน ทำให้คนไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องมาเขียน บล็อก ไปเพื่ออะไร — แต่หารู้ไม่ว่า การทำบล็อกอาจทำให้คุณมีโอกาส สร้างอาชีพใหม่และสร้างรายได้หลักล้านบาทต่อปี!
สิ่งที่ได้จากการเขียนบทความฟรีบนอินเตอร์เน็ต
บล็อก คือ เว็บไซต์ชนิดหนึ่ง ใช้งานง่าย สามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเก่งซอฟต์แวร์ระดับสูง หรือทักษะการเขียนโปรแกรมใดๆ ปัจจุบัน Developer พัฒนาฟังชั่น WordPress blog ให้มีศักยภาพสูง สามารถทำหน้าที่ได้เกือบเทียบเท่าเว็บไซต์ธุรกิจใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้า Home page สวยๆ การติดตั้งเครื่องมือการทำ E-commerce ต่างๆ การติดตั้งระบบสมาชิกที่ต้องมีการชำระเงินเพื่อสร้าง Account และเข้ารหัส ฯลฯ – พูดง่ายๆ วันนี้ บล็อก คือ เครื่องมือทำธุรกิจออนไลน์ดีๆ นี่เองครับ
อยากรวยต้องทำอย่างไร?
ผมได้รับคำถามต่างๆ จากเพื่อนๆ ที่สนใจเป็น Blogger จำนวนมาก บางคำถามก็สมเหตุตามผล บางคำถามก็สั้นๆ แต่ตอบยากมาก เช่น…
อยากรวยต้องทำอย่างไร?…
อยากมีอิสรภาพทางการเงิน
ไม่อยากทำงานประจำ
อยากมีรายได้ออนไลน์
ฯลฯ
รายได้ เกิดจากการมี Business model หรือ โมเดลธุรกิจ ที่ชัดเจน ได้แก่ มีกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นว่าที่ลูกค้า และมีสินค้าหรือบริการที่จะขายแลกเงิน อุปมาก็เหมือนหน้าร้าน ถ้าคุณเปิดร้านขึ้นมาโล่งๆ ไม่มีสินค้าวางขายมันก็ไม่ทำเงิน
– บล็อก เองก็เช่นกัน
วิธีทำเงินจากบล็อกมีมากมาย ผมเคยเห็นฝรั่งทำรายการออกมาแล้วนับได้มากกว่า 40 วิธี ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด เพราะคุณทำทั้งหมดไม่ได้ และส่วนมากเป็นวิธีฉาบฉวย
ผมขอจับรวบมาเป็น 3 Category หลักๆ จำง่ายได้แก่ โฆษณา, นายหน้า, และค้าขาย
โฆษณา
บล็อก ที่มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม เช่น บล็อกข่าวเทคโนโลยี, บล็อกข่าวธุรกิจ, บล็อกรีวิวอาหาร, บล็อกท่องเที่ยว, สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะทางนั้นมาเป็นแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น คนที่สนใจเรื่องเดียวกันมารวมตัวกันในที่เดียวย่อมดึงดูดเจ้าของสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมนั้นๆ อยากมาลงโฆษณากับคุณ หรืออีกกรณีคือการติดป้ายโฆษณาประเภท Cost Per Click หรือ CPC ได้แก่ Google AdSense เป็นต้น
บล็อก เฉพาะทางที่มีคนเข้าเว็บไซต์จำนวนมาก มีโอกาสสร้างรายได้จากค่าโฆษณาเป็นจำนวนมากตามไปด้วย คำว่าจำนวนมากในที่นี้หมายถึงจำนวนคนเข้าเว็บไซต์เดือนละ 500,000-1,000,000 ครั้งขึ้นไป ดังนั้นคุณจึงต้องทุ่มเทพลังและเวลากับการผลิตเนื้อหาให้เว็บไซต์จำนวนมาก อาจรวมไปถึงการลงทุนจ้างคนเขียนบทความ
แต่หากคุณมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ดี วันที่คุณประสบผล คุณจะทำเงินได้มากและจุดสูงสุดขายสายงานนี้คือการขายเว็บไซต์ออกไปในราคาหลายล้านบาท
อันนี้เป็นกรณีศึกษาของบล็อกข่าวเทคโนโลยีที่มีมูลค่าคิดเป็นเงินไทยกว่า 3 พันล้านบาท Pete Cashmore, เจ้าของบล็อก Mashable
นายหน้า
นายหน้า คือคนกลางที่นำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกันแล้วรับ % ส่วนต่างจากราคาซื้อขายสินค้า ภาษาอังกฤษเรียกว่า Broker
ส่วนนายหน้าที่ผมกำลังพูดถึงเรียกว่า Affiliate ทำหน้าที่คล้ายกัน รับ % จากราคาซื้อขาย แต่ทำงานผ่านออนไลน์ทั้งหมด ภาษาไทยผมขอเรียกว่า ‘นายหน้าออนไลน์’
นายหน้าออนไลน์ ทำหน้าที่รับสินค้ามาประชาสัมพันธ์ผ่านการทำบทความรีวิวสินค้า อาศัย Content marketing บวกกับการตลาดออนไลน์ อาทิ SEO, Social media marketing และ Email marketing เป็นต้น เพื่อวัตถุสงค์คือ ส่งคนไปหน้ารีวิวสินค้า อ่านรายละเอียดและคลิ๊กที่ลิงค์สินค้า จากนั้นเขาจะถูกส่งไปยังหน้า Sales page ที่มีระบบชำระเงินพร้อมที่จะปิดการขายนั้นเอง
หากปิดการขายได้และไม่มีการคืนสินค้าภายในเวลาที่กำหนด Affiliate จะได้ค่านายหน้า อาจอยู่ระหว่าง 5%-50% ขึ้นไปแล้วแต่ธุรกิจ โดยเจ้าของสินค้าและบริการจะมี Affiliate ID และระบบติดตามผลต่างๆ เพื่อดูว่ายอดขายมาจากใครและจ่ายเงินให้ใครเท่าไรอย่างไร ฯลฯ
อีกกรณีหนึ่ง คือการทำ Affiliate แบบกันเองๆ ทำในกลุ่มพาร์ทเนอร์เล็กๆ ซึ่งอาจไม่ต้องใช้ระบบเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เช่น ผมรู้จักกับเจ้าของสินค้าคนหนึ่ง ผมทำเว็บไซต์ขายสินค้าให้เขา รับเงิน จากนั้นส่งออเดอร์พร้อมเงินที่หักค่านายหน้าแล้วให้เจ้าของสินค้าไปจัดส่งให้ลูกค้าต่อไป แบบนี้ก็เป็น Affiliate เช่นกัน แต่ต้องสนิทกันและไว้ใจกันจริงๆ ครับ
ค้าขาย
ค้าขายในที่นี้คือ E-commerce ซึ่งผมขอเรียกว่า ‘ค้าปลีกออนไลน์’ เพราะคนขายสินค้าออนไลน์ส่วนมากเน้นไปทาง Business to Customer (B2C) มากกว่า Business to Business (B2B) ซึ่งการขายแบบ B2B คือการขายปลีกนั่นเอง
การขายปลีกยังสามารถแบ่งออกเป็น…
Physical products ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฯลฯ อีกมากมาย
Digital products ได้แก่ ภาพยนตร์ ดนตรี อีบุ๊ค เกมส์ แอพพลิเคชั่น ฯลฯ
ค้าปลีกออนไลน์ เป็นการพัฒนาจาก Affiliate กล่าวคือหลังจากขายสินค้าให้ผู้อื่นๆ วันหนึ่งคุณก็จะอยากมีสินค้าเป็นชิ้นเป็นอันของตนเองไว้ขาย โดยอาจจะรับมาขายต่อ หรือสร้างแบรนด์สินค้าของตนเอง
หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามบ่อยที่สุดคือ…
“วิธีไหนทำเงินได้มากที่สุดหรือดีที่สุด” คำตอบคือ “ทั้งสามวิธีทำเงินได้มากมายพอกัน” —เมื่อตอบแบบนั้นก็เกิดคำถามที่ตามมาโดยอัตโนมัติคือ “วิธีไหนทำง่ายที่สุด” — การถามแบบนี้แสดงออกอย่างหนึ่งว่า ผู้ถามยังไม่ได้มองเป็นธุรกิจ แต่กำลังมองหาวิธีทำเงินง่ายๆ เร็วๆ และเยอะๆ ซึ่งเสียใจด้วยเพราะมันไม่มี
ทั้งสามวิธีทำเงินได้มาก แต่ล้วนใช้ความรู้และความพยายามหนักพอกัน คุณควรเริ่มต้นจากวิธีเดียว โฟกัสกับมันแล้วทำให้สุด ค่อยขยายไปสู่วิธีอื่นๆ
ยกตัวอย่าง ผมเริ่มต้นจาก ค้าปลีก Digital products และมาเป็น Physical จากนั้นมี Affiliate กับเจ้าของสินค้าโดยตรง และกำลังทำสายลงโฆษณาในอนาคตอันใกล้
อย่าคิดไกลถ้าในไทยยังเอาไม่รอด – หลักคิดเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
สิ่งที่อันตรายที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจทุกชนิดคือ ‘ความพยายามที่คุณจะขายสินค้าให้ทุกคนบนโลกนี้’
คนอยากทำบล็อก จำนวนไม่น้อยบอกว่าอยากทำบล็อกเป็นภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อจะได้เข้าถึงคนทั่วโลก พวกเขาเชื่อว่ามันจะทำให้สารออกไปไกล และนำคนเข้าเว็บไซต์ได้เป็นร้อยๆ ล้านคน แต่มันอาจกลายเป็นหายนะหากทำเว็บระดับโลกที่ยังไม่รู้ว่าคุณจะสื่อสารกับใคร ในทางกลับกัน… หากคุณทำบล็อกภาษาไทยที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนสุดๆ ต่อให้ทั้งประเทศมีคนที่สนใจเนื้อหาของคุณเพียง 1 แสนคน คุณก็สามารถทำเงินได้ปีละหลายล้านบาท! เพราะอะไร?…
นึกภาพตาม คุณเขียนบล็อกออกกำลังกายเจาะกลุ่มนักเล่นกล้ามสาขาอะไรสักอย่างที่นิชมากๆ ทั้งประเทศมีแค่ 1 แสนคนที่เล่นกล้ามสไตล์นี้ และขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะกลุ่มนี้ผ่านทางบล็อกของคุณ
Step 1) สมมุติขอแค่คนเข้าเว็บไซต์คุณเดือนละ 20,000 visits
Step 2) อัตราคนที่เข้าเว็บไซต์แล้วสั่งซื้อทันที 1% ต่อเดือนจะเท่ากับ 200 ออเดอร์
Step 3) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะกลุ่ม ราคาหน่วยละ 1,000 บาท
Step 4) หรือเท่ากับยอดขายเดือนละ 2 แสนบาท
Step 5) หรือปีละ 2.4 ล้านบาท —
นี่คือวิธีทำเงินหลักล้านต่อปีจากบล็อกที่ผมพูดถึง โดยไม่เกี่ยวว่าคุณจะทำเว็บไซต์ตลาดไทยหรือตลาดเทศ ขอเพียงคุณมีกลุ่มเป้าหมายให้ชัดและบรรจุโมเดลธุรกิจลงไปก็จะทำเงินจากที่ไหนก็ได้ และถ้าคุณชัดขนาดนี้ การทำเงินในประเทศบ้านเกิดตัวเองไม่ง่ายกว่าหรือครับ!
เล่นกลุ่มลูกค้าระดับไหนดี
เนื้อหาบน บล็อก เอื้อต่อการติด Search engine และไม่ต้องกังวลหากคุณไม่เชี่ยวชาญเรื่องการทำ SEO เพราะ เนื้อหาที่มีคุณภาพจะติด Google search engine ตามปกติ และเมื่อติดแล้ว อาจติดทนนานมากกว่าการเล่นเทคนิค SEO อันแสนสลับซับซ้อนเสียอีก
หลักคิดบทความคุณภาพในกรณีนี้มี 3 ข้อจำง่ายๆ ได้แก่
เขียนให้คนอ่าน: กล่าวคือ Google จะมีโปรแกรมโรบ็อทที่ตระเวนเก็บข้อมูลตามเว็บไซต์ต่างๆ เจ้าบ็อทนี้ไม่ได้มองเห็นตัวอักษรเหมือนที่ตามนุษย์เห็น แต่มันอาจ Source code คอมพิวเตอร์ ดังนั้นนักทำ SEO ก็จะมีสูตรต่างๆ ในการเขียนบทความเพื่อกูเกิ้ลบ็อท เพื่อช่วยให้บทความติด Search engine ง่ายและเร็ว และติดในอันดับต้นๆ แต่บางครั้งการเขียนบทความลักษณะนี้ก็อาจทำให้คนอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งสุดท้ายหากคนอ่านเนื้อหาไม่รู้เรื่อง เขาก็เลิกเข้าเว็บไซต์คุณอยู่ดีครับ
เขียนให้มีประโยชน์: คนติดตามบล็อกเพราประโยชน์ที่เขาได้รับ ซึ่งประโยชน์ในที่นี้สัมพันธ์กับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ผมบอกไป และตามมาด้วยการเขียนให้คนอ่านอย่างที่บอกไว้ด้านบน ประโยชน์ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสาระเสมอไป แต่ยังหมายรวมถึง ประโยชน์ในแง่ผ่อนคลาย อารมณ์ขัน ข่าวสารทันโลก ฯลฯ
เขียนให้ต่อเนื่อง: คุณไม่จำเป็นต้องเขียนวันละหลายบทความ (ยกเว้นเว็บข่าว) แต่ขอให้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เช่นสัปดาห์ละ 1-3 บทความ หรืออย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 บทความ แต่อย่าขาดๆ หายๆ เขียนหนึ่งเดือน หายไปสองเดือนแบบนี้ไม่ดีครับ
สิ่งที่ได้จากการเขียนบทความฟรีบนอินเตอร์เน็ต
บล็อก คือ เว็บไซต์ชนิดหนึ่ง ใช้งานง่าย สามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเก่งซอฟต์แวร์ระดับสูง หรือทักษะการเขียนโปรแกรมใดๆ ปัจจุบัน Developer พัฒนาฟังชั่น WordPress blog ให้มีศักยภาพสูง สามารถทำหน้าที่ได้เกือบเทียบเท่าเว็บไซต์ธุรกิจใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้า Home page สวยๆ การติดตั้งเครื่องมือการทำ E-commerce ต่างๆ การติดตั้งระบบสมาชิกที่ต้องมีการชำระเงินเพื่อสร้าง Account และเข้ารหัส ฯลฯ – พูดง่ายๆ วันนี้ บล็อก คือ เครื่องมือทำธุรกิจออนไลน์ดีๆ นี่เองครับ
อยากรวยต้องทำอย่างไร?
ผมได้รับคำถามต่างๆ จากเพื่อนๆ ที่สนใจเป็น Blogger จำนวนมาก บางคำถามก็สมเหตุตามผล บางคำถามก็สั้นๆ แต่ตอบยากมาก เช่น…
อยากรวยต้องทำอย่างไร?…
อยากมีอิสรภาพทางการเงิน
ไม่อยากทำงานประจำ
อยากมีรายได้ออนไลน์
ฯลฯ
รายได้ เกิดจากการมี Business model หรือ โมเดลธุรกิจ ที่ชัดเจน ได้แก่ มีกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นว่าที่ลูกค้า และมีสินค้าหรือบริการที่จะขายแลกเงิน อุปมาก็เหมือนหน้าร้าน ถ้าคุณเปิดร้านขึ้นมาโล่งๆ ไม่มีสินค้าวางขายมันก็ไม่ทำเงิน
– บล็อก เองก็เช่นกัน
บล็อก ทำงานเหมือนหน้าร้านเป๊ะ เป็นพื้นที่โล่งๆ ที่คุณสามารถแสดงสินค้าและบริการ มี Content หรือ เนื้อหา ในการสื่อสารสิ่งที่คุณอยากส่งมอบแทนพนักงานขาย มีการทำ SEO (Search Engine Optimization), Social media marketing, Email marketing เป็นเครื่องมือทางการตลาด
วิธีทำเงินจากบล็อกมีมากมาย ผมเคยเห็นฝรั่งทำรายการออกมาแล้วนับได้มากกว่า 40 วิธี ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด เพราะคุณทำทั้งหมดไม่ได้ และส่วนมากเป็นวิธีฉาบฉวย
ผมขอจับรวบมาเป็น 3 Category หลักๆ จำง่ายได้แก่ โฆษณา, นายหน้า, และค้าขาย
โฆษณา
บล็อก ที่มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม เช่น บล็อกข่าวเทคโนโลยี, บล็อกข่าวธุรกิจ, บล็อกรีวิวอาหาร, บล็อกท่องเที่ยว, สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะทางนั้นมาเป็นแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น คนที่สนใจเรื่องเดียวกันมารวมตัวกันในที่เดียวย่อมดึงดูดเจ้าของสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมนั้นๆ อยากมาลงโฆษณากับคุณ หรืออีกกรณีคือการติดป้ายโฆษณาประเภท Cost Per Click หรือ CPC ได้แก่ Google AdSense เป็นต้น
บล็อก เฉพาะทางที่มีคนเข้าเว็บไซต์จำนวนมาก มีโอกาสสร้างรายได้จากค่าโฆษณาเป็นจำนวนมากตามไปด้วย คำว่าจำนวนมากในที่นี้หมายถึงจำนวนคนเข้าเว็บไซต์เดือนละ 500,000-1,000,000 ครั้งขึ้นไป ดังนั้นคุณจึงต้องทุ่มเทพลังและเวลากับการผลิตเนื้อหาให้เว็บไซต์จำนวนมาก อาจรวมไปถึงการลงทุนจ้างคนเขียนบทความ
แต่หากคุณมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ดี วันที่คุณประสบผล คุณจะทำเงินได้มากและจุดสูงสุดขายสายงานนี้คือการขายเว็บไซต์ออกไปในราคาหลายล้านบาท
อันนี้เป็นกรณีศึกษาของบล็อกข่าวเทคโนโลยีที่มีมูลค่าคิดเป็นเงินไทยกว่า 3 พันล้านบาท Pete Cashmore, เจ้าของบล็อก Mashable
นายหน้า
นายหน้า คือคนกลางที่นำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกันแล้วรับ % ส่วนต่างจากราคาซื้อขายสินค้า ภาษาอังกฤษเรียกว่า Broker
ส่วนนายหน้าที่ผมกำลังพูดถึงเรียกว่า Affiliate ทำหน้าที่คล้ายกัน รับ % จากราคาซื้อขาย แต่ทำงานผ่านออนไลน์ทั้งหมด ภาษาไทยผมขอเรียกว่า ‘นายหน้าออนไลน์’
นายหน้าออนไลน์ ทำหน้าที่รับสินค้ามาประชาสัมพันธ์ผ่านการทำบทความรีวิวสินค้า อาศัย Content marketing บวกกับการตลาดออนไลน์ อาทิ SEO, Social media marketing และ Email marketing เป็นต้น เพื่อวัตถุสงค์คือ ส่งคนไปหน้ารีวิวสินค้า อ่านรายละเอียดและคลิ๊กที่ลิงค์สินค้า จากนั้นเขาจะถูกส่งไปยังหน้า Sales page ที่มีระบบชำระเงินพร้อมที่จะปิดการขายนั้นเอง
หากปิดการขายได้และไม่มีการคืนสินค้าภายในเวลาที่กำหนด Affiliate จะได้ค่านายหน้า อาจอยู่ระหว่าง 5%-50% ขึ้นไปแล้วแต่ธุรกิจ โดยเจ้าของสินค้าและบริการจะมี Affiliate ID และระบบติดตามผลต่างๆ เพื่อดูว่ายอดขายมาจากใครและจ่ายเงินให้ใครเท่าไรอย่างไร ฯลฯ
อีกกรณีหนึ่ง คือการทำ Affiliate แบบกันเองๆ ทำในกลุ่มพาร์ทเนอร์เล็กๆ ซึ่งอาจไม่ต้องใช้ระบบเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เช่น ผมรู้จักกับเจ้าของสินค้าคนหนึ่ง ผมทำเว็บไซต์ขายสินค้าให้เขา รับเงิน จากนั้นส่งออเดอร์พร้อมเงินที่หักค่านายหน้าแล้วให้เจ้าของสินค้าไปจัดส่งให้ลูกค้าต่อไป แบบนี้ก็เป็น Affiliate เช่นกัน แต่ต้องสนิทกันและไว้ใจกันจริงๆ ครับ
ค้าขาย
ค้าขายในที่นี้คือ E-commerce ซึ่งผมขอเรียกว่า ‘ค้าปลีกออนไลน์’ เพราะคนขายสินค้าออนไลน์ส่วนมากเน้นไปทาง Business to Customer (B2C) มากกว่า Business to Business (B2B) ซึ่งการขายแบบ B2B คือการขายปลีกนั่นเอง
การขายปลีกยังสามารถแบ่งออกเป็น…
Physical products ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฯลฯ อีกมากมาย
Digital products ได้แก่ ภาพยนตร์ ดนตรี อีบุ๊ค เกมส์ แอพพลิเคชั่น ฯลฯ
ค้าปลีกออนไลน์ เป็นการพัฒนาจาก Affiliate กล่าวคือหลังจากขายสินค้าให้ผู้อื่นๆ วันหนึ่งคุณก็จะอยากมีสินค้าเป็นชิ้นเป็นอันของตนเองไว้ขาย โดยอาจจะรับมาขายต่อ หรือสร้างแบรนด์สินค้าของตนเอง
หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามบ่อยที่สุดคือ…
“วิธีไหนทำเงินได้มากที่สุดหรือดีที่สุด” คำตอบคือ “ทั้งสามวิธีทำเงินได้มากมายพอกัน” —เมื่อตอบแบบนั้นก็เกิดคำถามที่ตามมาโดยอัตโนมัติคือ “วิธีไหนทำง่ายที่สุด” — การถามแบบนี้แสดงออกอย่างหนึ่งว่า ผู้ถามยังไม่ได้มองเป็นธุรกิจ แต่กำลังมองหาวิธีทำเงินง่ายๆ เร็วๆ และเยอะๆ ซึ่งเสียใจด้วยเพราะมันไม่มี
ทั้งสามวิธีทำเงินได้มาก แต่ล้วนใช้ความรู้และความพยายามหนักพอกัน คุณควรเริ่มต้นจากวิธีเดียว โฟกัสกับมันแล้วทำให้สุด ค่อยขยายไปสู่วิธีอื่นๆ
ยกตัวอย่าง ผมเริ่มต้นจาก ค้าปลีก Digital products และมาเป็น Physical จากนั้นมี Affiliate กับเจ้าของสินค้าโดยตรง และกำลังทำสายลงโฆษณาในอนาคตอันใกล้
อย่าคิดไกลถ้าในไทยยังเอาไม่รอด – หลักคิดเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
สิ่งที่อันตรายที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจทุกชนิดคือ ‘ความพยายามที่คุณจะขายสินค้าให้ทุกคนบนโลกนี้’
คนอยากทำบล็อก จำนวนไม่น้อยบอกว่าอยากทำบล็อกเป็นภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อจะได้เข้าถึงคนทั่วโลก พวกเขาเชื่อว่ามันจะทำให้สารออกไปไกล และนำคนเข้าเว็บไซต์ได้เป็นร้อยๆ ล้านคน แต่มันอาจกลายเป็นหายนะหากทำเว็บระดับโลกที่ยังไม่รู้ว่าคุณจะสื่อสารกับใคร ในทางกลับกัน… หากคุณทำบล็อกภาษาไทยที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนสุดๆ ต่อให้ทั้งประเทศมีคนที่สนใจเนื้อหาของคุณเพียง 1 แสนคน คุณก็สามารถทำเงินได้ปีละหลายล้านบาท! เพราะอะไร?…
นึกภาพตาม คุณเขียนบล็อกออกกำลังกายเจาะกลุ่มนักเล่นกล้ามสาขาอะไรสักอย่างที่นิชมากๆ ทั้งประเทศมีแค่ 1 แสนคนที่เล่นกล้ามสไตล์นี้ และขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะกลุ่มนี้ผ่านทางบล็อกของคุณ
Step 1) สมมุติขอแค่คนเข้าเว็บไซต์คุณเดือนละ 20,000 visits
Step 2) อัตราคนที่เข้าเว็บไซต์แล้วสั่งซื้อทันที 1% ต่อเดือนจะเท่ากับ 200 ออเดอร์
Step 3) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะกลุ่ม ราคาหน่วยละ 1,000 บาท
Step 4) หรือเท่ากับยอดขายเดือนละ 2 แสนบาท
Step 5) หรือปีละ 2.4 ล้านบาท —
นี่คือวิธีทำเงินหลักล้านต่อปีจากบล็อกที่ผมพูดถึง โดยไม่เกี่ยวว่าคุณจะทำเว็บไซต์ตลาดไทยหรือตลาดเทศ ขอเพียงคุณมีกลุ่มเป้าหมายให้ชัดและบรรจุโมเดลธุรกิจลงไปก็จะทำเงินจากที่ไหนก็ได้ และถ้าคุณชัดขนาดนี้ การทำเงินในประเทศบ้านเกิดตัวเองไม่ง่ายกว่าหรือครับ!
เล่นกลุ่มลูกค้าระดับไหนดี
เนื้อหาบน บล็อก เอื้อต่อการติด Search engine และไม่ต้องกังวลหากคุณไม่เชี่ยวชาญเรื่องการทำ SEO เพราะ เนื้อหาที่มีคุณภาพจะติด Google search engine ตามปกติ และเมื่อติดแล้ว อาจติดทนนานมากกว่าการเล่นเทคนิค SEO อันแสนสลับซับซ้อนเสียอีก
หลักคิดบทความคุณภาพในกรณีนี้มี 3 ข้อจำง่ายๆ ได้แก่
เขียนให้คนอ่าน: กล่าวคือ Google จะมีโปรแกรมโรบ็อทที่ตระเวนเก็บข้อมูลตามเว็บไซต์ต่างๆ เจ้าบ็อทนี้ไม่ได้มองเห็นตัวอักษรเหมือนที่ตามนุษย์เห็น แต่มันอาจ Source code คอมพิวเตอร์ ดังนั้นนักทำ SEO ก็จะมีสูตรต่างๆ ในการเขียนบทความเพื่อกูเกิ้ลบ็อท เพื่อช่วยให้บทความติด Search engine ง่ายและเร็ว และติดในอันดับต้นๆ แต่บางครั้งการเขียนบทความลักษณะนี้ก็อาจทำให้คนอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งสุดท้ายหากคนอ่านเนื้อหาไม่รู้เรื่อง เขาก็เลิกเข้าเว็บไซต์คุณอยู่ดีครับ
เขียนให้มีประโยชน์: คนติดตามบล็อกเพราประโยชน์ที่เขาได้รับ ซึ่งประโยชน์ในที่นี้สัมพันธ์กับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ผมบอกไป และตามมาด้วยการเขียนให้คนอ่านอย่างที่บอกไว้ด้านบน ประโยชน์ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสาระเสมอไป แต่ยังหมายรวมถึง ประโยชน์ในแง่ผ่อนคลาย อารมณ์ขัน ข่าวสารทันโลก ฯลฯ
เขียนให้ต่อเนื่อง: คุณไม่จำเป็นต้องเขียนวันละหลายบทความ (ยกเว้นเว็บข่าว) แต่ขอให้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เช่นสัปดาห์ละ 1-3 บทความ หรืออย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 บทความ แต่อย่าขาดๆ หายๆ เขียนหนึ่งเดือน หายไปสองเดือนแบบนี้ไม่ดีครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น